ฝ้าเป็นปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจให้กับหลาย ๆ คน เพราะนอกจากจะทำให้ผิวดูไม่สม่ำเสมอแล้ว ยังรักษาได้ยากและต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม บางคนอาจใช้ วิธีลดฝ้า ที่ไม่เหมาะสมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจทำให้ปัญหาฝ้าที่เป็นอยู่แย่ลงไปอีก วันนี้เราจะมาพูดถึง 7 ข้อห้ามสำคัญที่คุณต้องรู้ก่อนจะ ลดฝ้า เพื่อให้คุณหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่อาจทำร้ายผิวของคุณได้ทั้งในปัจจุบันและอาจกลายเป็นปัญหาสะสมเรื้อรังในอนาคต ไปดูกันว่ามีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง
1. ลดฝ้า ด้วยการใช้ครีมที่อาจมีส่วนผสมของสารอันตราย เพราะคาดว่าจะเห็นผลเร็ว
ครีมที่โฆษณาว่าทำให้ฝ้าจางลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน อาจมีส่วนผสมของสารอันตราย เช่น สเตียรอยด์ ไฮโดรควิโนน และปรอท ซึ่งสารเหล่านี้อาจช่วยลดเม็ดสีผิวในระยะแรก แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ จะทำให้ผิวบาง ไวต่อแสงแดด และอาจเกิดภาวะฝ้ากลับมาเข้มกว่าเดิมเมื่อหยุดใช้ นอกจากนี้ สเตียรอยด์ยังอาจทำให้เกิดภาวะผิวติดสาร ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้ง่ายขึ้น หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้า ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น อย. และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
2. ลดฝ้า ด้วยการลอกผิวหรือขัดหน้าแรง ๆ
หลายคนเข้าใจผิดว่าการขัดหน้าหรือใช้สารผลัดเซลล์ผิวบ่อย ๆ จะช่วยให้ฝ้าหายเร็วขึ้น แต่ความจริงแล้ว การลอกผิวที่มากเกินไปอาจทำให้ผิวสูญเสียเกราะป้องกันตามธรรมชาติ ทำให้ผิวบางลงและไวต่อแสงแดดมากขึ้น ส่งผลให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มี AHA, BHA หรือกรดไกลโคลิก ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและตามคำแนะนำของแพทย์ผิวหนัง นอกจากนี้ การขัดผิวด้วยสครับที่มีเนื้อหยาบอาจทำให้เกิดการอักเสบและกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวมากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยง
3. อยาก ลดฝ้า แต่ละเลยการทาครีมกันแดดทุกวันหรือเลือกครีมกันแดดที่ไม่เหมาะสม
แสงแดดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ฝ้าเข้มขึ้น ดังนั้นการใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป และ PA+++ ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่เป็นฝ้า นอกจากนี้ คุณควรทาครีมกันแดดให้เพียงพอในปริมาณที่เหมาะสม (ประมาณ 2 ข้อนิ้วมือสำหรับใบหน้า) และต้องทาซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมงหากต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน อย่าลืมว่ายังมีแสงจากหลอดไฟ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือที่สามารถกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ ดังนั้น การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน แม้จะอยู่ในที่ร่ม ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น
4. ลดฝ้า ด้วยการใช้สูตร DIY ต่าง ๆ ที่ค้นหามาจากอินเตอร์เน็ต
หลายคนหันมาใช้สูตรธรรมชาติที่แชร์กันบนอินเทอร์เน็ต เช่น การใช้น้ำมะนาว น้ำส้มสายชู หรือเบกกิ้งโซดา ทาลงบนผิวหน้า หวังว่าจะช่วยเรื่องฝ้า แต่แท้จริงแล้ว ส่วนผสมเหล่านี้มีฤทธิ์เป็นกรดสูง ซึ่งอาจทำให้ผิวระคายเคือง เกิดการอักเสบ และทำให้ฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ ทางที่ดีควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติที่ผ่านการวิจัยและมีความอ่อนโยนต่อผิว เช่น วิตามินซี อาร์บูติน หรือสารสกัดจากชะเอมเทศ ซึ่งช่วยลดเม็ดสีผิวโดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
5. นอนดึกหรือเครียดสะสมในช่วงที่กำลังจะ ลดฝ้า
ฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งหลั่งออกมาในช่วงที่ร่างกายเครียด หรืออดนอน อาจกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเม็ดสีผิวมากขึ้น ทำให้ฝ้าเข้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การพักผ่อนให้เพียงพอ (อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน) และหาวิธีลดความเครียด เช่น การออกกำลังกาย ทำสมาธิ หรือฟังเพลง จะช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น และลดโอกาสที่ฝ้าจะเข้มขึ้นโดยไม่จำเป็น
6. คาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินไป
การดูแลปัญหาฝ้าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และไม่มีวิธีใดที่สามารถกำจัดฝ้าได้ภายในไม่กี่วัน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความสม่ำเสมอ โดยปกติแล้ว ครีมลดฝ้าที่มีส่วนผสมของ วิตามินซี กรดโคจิก หรือไนอะซินาไมด์ อาจเริ่มเห็นผลภายใน 4-8 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน การคาดหวังผลเร็วเกินไปอาจทำให้หลายคนหันไปใช้วิธีที่รุนแรงหรืออันตราย ซึ่งอาจทำให้ผิวเสียหายมากกว่าเดิม
7. เปลี่ยนผลิตภัณฑ์บ่อยเกินไป
หลายคนมักเปลี่ยนครีมหรือเซรั่มสำหรับลดปัญหาฝ้าบ่อย ๆ เพราะไม่เห็นผลภายในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากผิวต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับส่วนผสมต่าง ๆ และการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์บ่อยเกินไปอาจทำให้ผิวระคายเคือง หรือเกิดอาการแพ้ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ บางผลิตภัณฑ์อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเริ่มเห็นผล ดังนั้น ควรให้เวลาอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง
สรุป
วิธีลดฝ้า ให้เห็นผลลัพธ์ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจและการดูแลผิวอย่างถูกวิธี ความมีวินัยและการศึกษาเรื่องของกลไกในการเกิดฝ้า รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารอันตรายต่าง ๆ หมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพร่างจากจากภายในโดยรวม เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าที่กำลังดูแลรักษาอยู่กลับเข้มขึ้นมาอีก หากต้องการ ลดฝ้า อย่างปลอดภัยไม่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาผิวอื่น ๆ เพิ่มตามมา ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาพผิวของคุณ การมีผิวหน้าที่กระจ่างใสและสุขภาพดีไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณเลือกใช้วิธีที่ถูกต้องและมีความอดทน เพียงเท่านี้ก็สามารถลดเลือนฝ้าได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเสี่ยงให้ผิวเสียหาย
สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหาเรื่องฝ้าสะสมเรื้อรังมานาน ไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้วิธีไหน แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษา วิธีรักษาฝ้ากระ เพื่อหาแนวทางดูแลปัญหาผิวอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งปัจจุบันที่ Chuladoctor Clinic มีเทคโนโลยี SMAPS เทคนิคการรักษาฝ้าของ Chuladoctor Clinic ที่ดูแลโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง พัฒนาและคิดค้นมา สามารถมอบผลลัพธ์ที่น่าพอใจในการดูแลปัญหาฝ้าที่เกิดขึ้นบนใบหน้า นอกจากนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้ผิวหน้า และมอบสุขภาพผิวทีดี่ในระยะยาว
บทความนี้เขียนโดย คุณหมอใบเฟิร์น หัวหน้าทีมแพทย์ Chuladoctor แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทย์ผู้มีประสบการณ์และความเข้าใจด้านการฟื้นฟูผิวหน้า และ ฟื้นฟูสุขภาพจากภายใน