โทร: 096-187-5888เพื่อรับสิทธิ รักษาฝ้าฟรี 1 ครั้ง

เบื้องหลัง ฝ้าสเตียรอยด์ กับความจริงที่น่ากลัว

Share

สารบัญ

เบื้องหลัง ฝ้าสเตียรอยด์ กับความจริงที่น่ากลัว

ฝ้าบนใบหน้า เป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเป็นประจำหรือมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน สาเหตุของฝ้ามีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน การใช้ยา หรือแม้แต่พฤติกรรมในการดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง ฝ้ามักปรากฏเป็นรอยดำหรือน้ำตาลบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก และเหนือริมฝีปาก ซึ่งทำให้หลายคนขาดความมั่นใจและต้องการหาวิธีรักษา

หลายคนที่เป็นฝ้ามักมองหาวิธีรักษาที่เห็นผลรวดเร็ว และหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยมคือ “สเตียรอยด์” เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยลดรอยดำและทำให้ฝ้าดูจางลงได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การใช้สเตียรอยด์โดยขาดความเข้าใจอาจนำไปสู่ปัญหาผิวที่รุนแรงขึ้นในอนาคตอย่างเช่น ฝ้าสเตียรอยด์ ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจว่าสเตียรอยด์คืออะไร ทำไมถึงทำให้เกิด ฝ้าสเตียรอยด์ สารชนิดนี้มีผลดีและผลเสียอย่างไร และทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ามีอะไรบ้าง

สเตียรอยด์คืออะไร และทำงานอย่างไร?

สเตียรอยด์ (Steroids) เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและกดภูมิคุ้มกัน ซึ่งสามารถใช้รักษาหลายอาการในทางการแพทย์ รวมถึงโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) และโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) นอกจากนี้ สเตียรอยด์ยังมีคุณสมบัติช่วยลดอาการบวมแดงของผิวหนังและกดการทำงานของเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฝ้า

ในผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าบางชนิด สเตียรอยด์มักถูกผสมร่วมกับสารลดเม็ดสี เช่น ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) และกรดเรติโนอิก (Retinoic Acid) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดรอยดำ อย่างไรก็ตาม การใช้สเตียรอยด์โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์อาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ โดยเฉพาะ ฝ้าสเตียรอยด์

แล้วสเตียรอยด์ช่วยให้ฝ้าหายจริงหรือ?

ผลลัพธ์ระยะสั้น: ฝ้าจางลงจริง

เมื่อทาสเตียรอยด์ลงบนผิว สารนี้จะช่วยลดอาการอักเสบและกดการทำงานของเม็ดสีเมลานินชั่วคราว ทำให้ฝ้าดูจางลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายคนเข้าใจผิดว่าสเตียรอยด์คือ “ยาวิเศษ” ที่สามารถรักษาฝ้าได้อย่างถาวร

ผลกระทบระยะยาว: ฝ้ากลับมาแย่กว่าเดิม

แม้ว่าสเตียรอยด์จะช่วยลดฝ้าได้ชั่วคราว แต่เมื่อหยุดใช้ ฝ้ามักจะกลับมาเข้มขึ้นกว่าเดิม (Rebound Effect) เนื่องจากผิวสูญเสียสมดุลในการผลิตเม็ดสี นอกจากนี้ การใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานอาจทำให้ผิวบางลง ไวต่อแสงแดดมากขึ้น และเกิดภาวะ “ติดสเตียรอยด์” ซึ่งทำให้ผิวแพ้ง่ายและเกิดการอักเสบเรื้อรัง

ฝ้าสเตียรอยด์ (Steroid-induced Melasma) เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ฝ้าสเตียรอยด์ คือภาวะที่เกิดจากการใช้ครีมหรือยาทาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการใช้กับใบหน้าโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ ส่งผลให้เกิดรอยดำคล้ายฝ้าแต่รักษายากกว่าฝ้าทั่วไป มาดูกันว่าสาเหตุของ ฝ้าสเตียรอยด์ มีอะไรบ้าง

1. การกดภูมิคุ้มกันของผิว

สเตียรอยด์มีฤทธิ์กดการอักเสบและลดการทำงานของเม็ดสีเมลานินในช่วงแรก แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ ผิวจะสูญเสียความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง ทำให้เซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกติและเกิดรอยดำลึกขึ้น

2. ผิวบางและไวต่อแสงมากขึ้น

การใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องทำให้ชั้นหนังกำพร้าบางลง ส่งผลให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น รังสียูวีจะกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินทำงานหนักกว่าเดิม นำไปสู่การเกิดฝ้าแบบเรื้อรัง

3. Rebound Effect – ฝ้ากลับมาเข้มขึ้นกว่าเดิม

เมื่อหยุดใช้สเตียรอยด์ทันที ผิวที่เคยถูกกดการทำงานของเม็ดสีจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองแบบรุนแรง ทำให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้นและลามไปในบริเวณกว้างกว่าเดิม

4. เส้นเลือดฝอยขยายตัวผิดปกติ

สเตียรอยด์ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวขยายตัว ส่งผลให้ผิวหน้ามีรอยแดงเรื้อรัง ผิวอักเสบง่าย และเกิดรอยดำจากฝ้าที่รักษายากขึ้น

5. การติดสเตียรอยด์และการใช้ครีมเถื่อน

ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าบางชนิดลักลอบผสมสเตียรอยด์โดยไม่ได้แจ้งผู้บริโภค ทำให้ผู้ใช้ไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้สารต้องห้าม เมื่อใช้ไปนาน ๆ ฝ้าสเตียรอยด์จะเกิดขึ้นโดยที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีทั่วไปได้

อันตรายอื่น ๆ นอกเหนือจาก ฝ้าสเตียรอยด์ ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สเตียรอยด์

1. ผิวบางลงและไวต่อแสง – การใช้สเตียรอยด์ในระยะยาวจะทำให้ผิวอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการถูกทำลายจากรังสียูวี

2. เสี่ยงต่อการติดสเตียรอยด์ (Steroid Addiction) – ผิวอาจเกิดอาการแดง คัน และระคายเคืองเมื่อหยุดใช้

3. สิวสเตียรอยด์ – สเตียรอยด์สามารถกระตุ้นการเกิดสิวอักเสบและทำให้รูขุมขนอุดตัน

4. เส้นเลือดฝอยแตก – ผิวหน้าอาจมีรอยแดงถาวรและเส้นเลือดฝอยขยายตัว

5. ผิวติดเชื้อได้ง่ายขึ้น – เนื่องจากสเตียรอยด์กดระบบภูมิคุ้มกันของผิว ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น

วิธีป้องกันและรักษา ฝ้าสเตียรอยด์

การรักษา ฝ้าสเตียรอยด์ ต้องใช้เวลาและความอดทน เพราะผิวได้รับผลกระทบจากสเตียรอยด์มานาน ทำให้การฟื้นตัวช้ากว่าปกติ ต่อไปนี้เป็นวิธีป้องกันและแนวทางรักษาอย่างถูกต้อง

  • หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสเตียรอยด์ทันที (แต่ต้องค่อย ๆ ลด ไม่หยุดกะทันหัน)
  • ใช้ครีมบำรุงที่ช่วยฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว เช่น ไนอาซินาไมด์และเซราไมด์
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม หรือทางเลือกการรักษาด้วยเทคนิคใหม่ ๆ
  • ทาครีมกันแดดเป็นประจำเพื่อป้องกันการกระตุ้นเม็ดสี
  • หลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่ไม่มีฉลากหรือไม่ได้รับการรับรองจาก อย.

การดูแลปัญหาฝ้าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และไม่มีวิธีใดที่สามารถกำจัดฝ้าได้ภายในไม่กี่วัน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและมีประสิทธิภาพต้องอาศัยความสม่ำเสมอ โดยปกติแล้ว ครีมลดฝ้าที่มีส่วนผสมของ วิตามินซี กรดโคจิก หรือไนอะซินาไมด์ อาจเริ่มเห็นผลภายใน 4-8 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน การคาดหวังผลเร็วเกินไปอาจทำให้หลายคนหันไปใช้วิธีที่รุนแรงหรืออันตราย ซึ่งอาจทำให้ผิวเสียหายมากกว่าเดิม

สรุป

แม้ว่าโดยหลักแล้วสเตียรอยด์จะช่วยให้ฝ้าจางลงอย่างรวดเร็วในระยะสั้น แต่ผลกระทบระยะยาวอาจรุนแรงและทำให้ปัญหาผิวแย่ลง การใช้สเตียรอยด์โดยไม่มีการควบคุมอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายต่อผิวได้ อย่างเช่น ฝ้าสเตียรอยด์ ดังนั้นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือการใช้เวชสำอางที่ได้รับการรับรอง หรือการเข้ารับการรักษาฝ้าภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังที่มีประสบการณ์ หากคุณกำลังมองหาวิธีรักษาฝ้า อย่าหลงเชื่อโฆษณาที่อวดอ้างเกินจริง และให้ความสำคัญกับสุขภาพผิวในระยะยาวแทน

สำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหาเรื่อง ฝ้าบนใบหน้า หรือ ฝ้าสเตียรอยด์ แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษา พื่อหาแนวทางดูแลปัญหาผิวอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งปัจจุบันที่ Chuladoctor Clinic มีเทคโนโลยี SMAPS เทคนิคดูแลปัญหาฝ้าสิทธิบัตรเฉพาะของ Chuladoctor Clinic ที่ดูแลโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง พัฒนาและคิดค้นมา สามารถมอบผลลัพธ์ที่น่าพอใจในการดูแลปัญหาฝ้าที่เกิดขึ้นบนใบหน้า นอกจากนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้ผิวหน้า และมอบสุขภาพผิวทีดี่ในระยะยาว

บทความนี้เขียนโดย คุณหมอใบเฟิร์น หัวหน้าทีมแพทย์ Chuladoctor แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทย์ผู้มีประสบการณ์และความเข้าใจด้านการฟื้นฟูผิวหน้า และ ฟื้นฟูสุขภาพจากภายใน

สนใจปรึกษาฟรี
model

รับคำปรึกษาและรับ

สิทธิพิเศษ

กรุณากรอกเบอร์โทรเฉพาะตัวเลข 10 หลักเท่านั้น
close